วัดภูเขาทอง

แม้จะเป็นพุทธสถาน แต่วัดภูเขาทองยังเป็นชัยภูมิที่มีบทบาทสำคัญในสงครามไทย-พม่าที่ทำให้กรุงแตกทั้ง 2 ครั้ง โดยวัดได้ชื่อตามมหาเจดีย์ภูเขาทองที่มีความสูงถึง 90 เมตร ตามพระราชพงศาวดารอยุธยากล่าวไว้ว่า วัดภูเขาทอง สถาปนาในรัชสมัยพระราเมศวร สมัยอยุธยาตอนต้นในสงครามที่พระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่ามีชัยเหนืออยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 1 ในพ.ศ.2112

พระเจ้าบุเรงนองจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์แบบมอญผสมพม่าก่อทับองค์เจดีย์เดิมของวัดแห่งนี้ เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือทัพไทยเอาไว้ แต่สันนิษฐานว่าคงสร้างได้แต่ส่วนฐานทักษิณส่วนล่างแล้วยกทัพกลับ จากนั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้ในพ.ศ.2127 จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์แบบไทยไว้เหนือฐานแบบมอญและพม่า จึงมีสถาปัตยกรรมหลายแบบผสมผสานกันอยู่ แต่เจดีย์ภูเขาทองที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน สันนิษฐานว่าได้รับการบูรณะให้สูงใหญ่ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาถึงสมัยพระเพทราชา ระหว่าง พ.ศ.2112 – 2246 ก่อนจะบูรณะใหญ่อีกครั้งสมัยพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งเป็นช่วงอยุธยาตอนปลายแล้ว โดยปฏิสังขรณ์เป็นฐานทักษิณ 4 ชั้น รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีบันไดทั้ง 4 ด้านขึ้นไปจนถึงฐานทักษิณชั้นบนสุด ซึ่งมีฐานสี่เหลี่ยมขององค์เจดีย์ที่มีอุโมงค์รูปโค้งเข้าไปข้างใน ประดิษฐานพระพุทธรูป 1 องค์ เหนือขึ้นไปเป็นฐานแปดเหลี่ยมองค์ระฆังและบัลลังก์ และเหนือขึ้นไปอีกคือปล้องไฉน ปลียอด และลูกแก้ว ซึ่งพังทลายในสมัยต้นรัตนโกสินทร์แต่ซ่อมแซมขึ้นใหม่ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม พ.ศ.2499 โดยทำลูกแก้วทองคำหนัก 2,500 กรัม เป็นสัญลักษณ์การบูรณะในวาระครบ 25 พุทธศตวรรษช่วงสงครามก่อนกรุงแตกครั้งแรก มีการขุดคลองมหานาคเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญระหว่างพระนครด้านแม่น้ำลพบุรีกับวัดภูเขาทอง ส่วนเขตพุทธาวาสเดิมยังหลงเหลือแนวกำแพงแก้วล้อมรอบ 688 เมตร ภายในประกอบไปด้วยวิหารขนาดเล็ก อุโบสถใหญ่ด้านหน้ามีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง 4 องค์ ทว่าหลังกรุงแตกครั้งที่ 2 วัดภูเขาก็กลับกลายเป็นวัดร้างเช่นเดียวกับทั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ยังมีผู้คนจากทุกแห่งหนเดินทางมาสักการะพระมหาเจดีย์อยู่เช่นเดิม ดังปรากฎในนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ในสมัยรัชกาลที่ 3 จนมาถึงพ.ศ.2500 จึงได้มีพระสงฆ์มาจำพรรษาที่วัดนี้อีกครั้ง กรมศิลปากรได้สร้างอนุสาวรีย์พระนเรศวรทรงม้าศึกกลางถนนทางเข้าวัดเพื่อเทิดพระเกียรติกษัตริย์นักรบผู้กอบกู้เอกราชไว้ด้วย เปิดให้เข้านมัสการทุกวัน เวลา 08.30 – 17.00 น. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thai.tourismthailand